แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขั้นตอนการประเมินปรับปรุง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขั้นตอนการประเมินปรับปรุง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนในการประเมินเพื่อการปรับปรุง(ต่อ 5)



ขั้นตอนที่ 7 : สรุปผล และจัดทำมาตรฐาน
        หลังจากที่ได้มีการดำเนินการแก้ไขแล้วจะต้องมีการประเมินซ้ำเพื่อเปรียบเทียบระดับความเสี่ยงก่อนและหลังปรับปรุง แล้วจึงทำการสรุปผล โดยให้สรุปในเชิงผลงานหรือประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น จำนวนผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้น เวลาที่ใช้น้อยลง คุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น จำนวนคนที่ใช้ลดลง เป็นต้น นอกจากนั้นยังควรสรุปเป็นตัวเลขทางการเงิน เช่น จำนวนเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน ระยะเวลาคืนทุน (ในกรณีที่ต้องมีการลงทุน) เป็นต้น หลังจากนั้นควรมีการจัดทำมาตรฐานในการปฏิบัติงาน เช่น มาตาฐานพื้นที่ มาตรฐานสภาพแวดล้อม มาตรฐานวิธีการปฏิบัติงาน เป็นต้น การจัดทำมาตรฐานจะเป็นการป้องกันปัญหาในลักษณะเดิมไม่ให้เกิดขึ้นอีก และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นด้วย

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนในการประเมินเพื่อการปรับปรุง(ต่อ 4)



ขั้นตอนที่ 6 : การดำเนินการแก้ไข
        จากแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ได้จากขั้นตอนที่แล้วกรณีที่มีหลายแนวทางอาจจะต้องมีการพิจารณาคัดเลือกแนวทางเหล่านั้นโดยการประเมินจากเกณฑ์ดังนี้
        (1) การลงทุนในการปรับปรุง เช่น การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การใช้เครื่องผ่อนแรง การจัดสถานีงานใหม่ เป็นต้น
        (2) ความยากง่ายในการดำเนินการ เช่น การปรับเปลี่ยนบางอย่างสามารถทำได้ทันที แต่บางอย่างอาจจะต้องใช้เวลานาน
        (3) ผลกระทบที่ได้รับ เช่น ทำแล้วสามารถลดปัญหาได้ในวงกว้าง เป็นงานที่มีพนักงานทำหลายคน เป็นต้น
        การดำเนินการแก้ไขปรับปรุงควรให้ผู้ปฎิบัติได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและดำเนินการแก้ไขด้วยเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการปรับปรุง

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนในการประเมินเพื่อการปรับปรุง(ต่อ 3)



ขั้นตอนที่ 5 : การเสนอแนวทางในการแก้ไข
        หลังจากที่ได้มีการสรุประดับของงานที่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแล้ว การค้นหาวิธีการหรือแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงก็นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ปัญหาด้านการยศาสตร์ในงานที่มีความเสี่ยงเหล่านั้นหมดไปอย่างถาวร ถ้าแนวทางในการแก้ไขไม่ได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และเสนอแนะตามแนวทางที่ถูกต้อง ก็มักจะพบว่าจะมีปัญหาลักษณะเดิมกลับมาอีกหรือไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ การหาแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงควรต้องย้อนกลับไปดูผลจากการประเมินเชิงลึกหรือการประเมินละเอียดเพื่อทำการวิเคราะห์ว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆอยู่ ณ จุดใดและทำการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงนั้นๆทั้งนี้เนื่องจากแบบสำรวจหรือแบบประเมินความเสี่ยงทั้งหลายออกแบบมาจากการศึกษาและวิจัยถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่ออาการเจ็บปวดหรือปวดเมื่อยของผู้ปฏิบัติงาน การเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขอาจจะมีได้ 2 แนวทางหลักดังนี้
        (1) การแก้ไขปรับปรุงด้วยวิธีการทางวิศวกรรม เช่น การออกแบบสถานีงานใหม่ การปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ เครื่องจักให้มีความเหมาะสม การใช้เครื่องผ่อนแรง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น แสง เสียง ความร้อน ความชื้น เป็นต้น
        (2) การแก้ไขด้วยการจัดการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือขั้นตอนในการทำงาน การปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงาน การปรับปรุงตารางการทำงาน การพักหรือการหมุนเวียนงานการฝึกอบรมให้ความรู้ การดูแลส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน การสร้างวัฒนธรรมหรือสร้างนิสัยที่ดีของคนในองค์กร เช่น การออกกำลังกาย การรณรงค์งดเหล้า-บุหรี่ การใช้ชีวิตที่สมดุล เป็นต้น


วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนในการประเมินเพื่อการปรับปรุง(ต่อ 2)



ขั้นตอนที่ 3 : การประเมินโดยละเอียดหรือการประเมินเชิงลึก
        ในขั้นตอนนี้จะดำเนินการหลังจากที่ได้มีการเลือกกิจกรรมหรือขั้นตอนที่มีความเสี่ยงทางการยศาสตร์ (จากผลการประเมินเบื้องต้นในขั้นตอนที่แล้ว) และจะทำการประเมินโดยละเอียดหรือประเมินเชิงลึกโดยการใช้วิธีการและเทคนิคต่างๆ กรณีที่เป็นการประเมินลักษณะท่าทางของผู้ปฏิบัติงาน นิยมใช้วิธีการสังเกตและประเมินด้วยเทคนิคอย่างง่าย เช่น RULA REBA OWAS เป็นต้น กรณีที่ต้องการประเมินปัจจัยภายในร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการวัดค่าตัวแปรที่ต้องการศึกษาโดยใช้เครื่องมือวัดหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่อง EMG เครื่องวัดการใช้ออกซิเจน เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 4 : การวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาปัจจัยเสี่ยง
        หลังจากที่ได้มีการเก็บข้อมูลและประเมินเชิงลึกโดยการใช้เทคนิคหรือเครื่องมือแล้ว ข้อมูลที่ได้จะนำมาวิเคราะห์โดยการใช้เทคนิคทางสถิติ เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น นอกจากนั้นอาจนำมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาความสัมพันธ์หรือชี้บ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยการใช้สถิติ เช่น ไคร์สแคว์ ANOVA T-test F-test เป็นต้น
        ข้อมูลที่ได้จากการประเมินระดับความเสี่ยงด้วยเทคนิคและวิธีการต่างๆอาจจะนำมาประเมินระดับความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาด้วยการประเมินร่วมกับปัจจัยหรือข้อมูลอื่นๆ เช่น สถิติการบาดเจ็บ ผลการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับความรู้สึกไม่สบาย เป็นต้น โดยในการประเมินอาจมีการกำหนดเกณฑ์เพื่อให้การประเมินมีความสม่ำเสมอ ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงของงานแต่ละงานมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ สถิติการบาดเจ็บของพนักงาน ความคิดเห็นของพนักงาน (เกี่ยวกับความรู้สึกไม่สบาย) ผลการประเมินความเสี่ยงด้วยเทคนิคต่างๆ โดยแต่ละส่วนมีเกณฑ์การให้ระดับความรุนแรง ตั้งแต่ 1-4 คะแนน ดังนี้
                1 หมายถึง ระดับความรุนแรงน้อย
                2 หมายถึง ระดับความรุนแรงค่อนข้างน้อย
                3 หมายถึง ระดับความรุนแรงค่อนข้างมาก
                4 หมายถึง ระดับความรุนแรงมาก
ตัวอย่างการประเมินระดับความเร่งด่วนในการแก้ปัญหา
งาน
สถิติการบาดเจ็บ
(1)
ความคิดเห็นพนักงาน
(2)
การประเมินความเสี่ยง
(3)
ระดับความเสี่ยงโดยรวม
(1)+(2)+(3)
งานที่ 1
1
2
3
6
งานที่ 2
2
1
1
4
งานที่ 3
1
2
2
5
งานที่ 4
3
3
4
10
        ทั้งนี้การให้คะแนนระดับความรุนแรงอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร โดยองค์กรควรกำหนดขึ้นเองตามความเหมาะสม เมื่อได้มีการให้ระดับคะแนนในแต่ละส่วนไปแล้วคะแนนระดับความเสี่ยงโดยรวมจะได้มาจากผลรวมระดับคะแนนความรุนแรงของทั้ง 3 ส่วน ซึ่งคะแนนรวมนี้จะมีค่าต่ำสุดคือ 3 และสูงสุดคือ 12 คะแนน จากนั้นนำมาสรุปเพื่อหาความเร่งด่วนในการปรับปรุงได้จากเกณฑ์
เกณฑ์ประเมินระดับความเร่งด่วนในการปรับปรุง
ระดับคะแนน
ระดับความเร่งด่วนในการปรับปรุง
1-3
งานนั้นยอมรับได้
4-6
งานนั้นควรต้องมีการปรับปรุง
7-9
งานนั้นมีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงด่วน
10-12
งานนั้นต้องมีการปรับปรุงโดยทันที / เร่งด่วนมาก