แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธี Ovako Working Posture Analysis System (OWAS)



        วิธี OWAS เป็นวิธีการประเมินท่าทางการทำงานอย่างง่ายที่พัฒนาโดย Ovako Steel Company รวมกับ Finnish Institute of Occupational Health ในปี ค.ศ. 1973  วิธี OWAS เป็นการประเมินที่พิจารณาท่าทางของหลัง แขน ขา และแรงที่ต้องใช้ในการทำงาน วิธีนี้ ได้มีการนำมาใช้ในการประเมินท่าทางการทำงานในโรงงานประกอบรถยนต์ (Engstrom & Medbo, 1997) โดยประเมินในสายงานการประกอบบานประตูรถ ซึ่งมีท่าทางการยก การเหยียด และการบิดเอี้ยวตัวในขณะทำงาน การประเมินจะทำโดยการบันทึกภาพ VDO และเก็บข้อมูลท่าทางในการทำงาน แล้วทำการวิเคราะห์จากภาพ    วิธี OWAS แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ส่วนคือ หลัง แขน ขา และการออกแรงยก โดยในแต่ละส่วนมีการประเมินเป็นระดับดังนี้

        ท่าทางของหลัง แบ่งเป็น 4 ระดับ
        ท่าทางของแขน แบ่งเป็น 3 ระดับ
        ท่าทางของขา แบ่งเป็น 7 ระดับ
        คะแนนการออกแรงยก แบ่งเป็น 3 ระดับ
คะแนนที่ได้บ่งบอกความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาในท่าทางการทำงานโดยมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้
 เกณฑ์การพิจารณาผลการประเมินด้วยวิธี OWAS
คะแนน
การแปลผล
1
ไม่ต้องแก้ไขวิธีการทำงาน
2
ควรมีการแก้ไขวิธีการทำงานในเร็วๆนี้
3
ควรมีการแก้ไขวิธีการทำงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4
ควรมีการแก้ไขวิธีการทำงานโดยทันที

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีการสังเกต (observational method)


        การประเมินทางด้านการยศาสตร์นิยมใช้วิธีการสังเกต เพราะเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือและไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการวัดที่ซับซ้อนและมีราคาแพง แต่การใช้วิธีนี้ผู้ประเมินจำเป็นที่ต้องมีความรู้ในการใช้เครื่องมือหรือเทคนิคในการประเมินเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้การประเมินที่ถูกต้องมากที่สุด การใช้วิธีการสังเกตเป็นวิธีการที่พิจารณาสิ่งที่แสดงออกมาจากตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะทำงาน เช่น การสังเกตลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้ปฏิบัติ พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานในขณะทำงาน เป็นต้น เทคนิคที่ใช้ในวิธีนี้จะเป็นการพิจารณาท่าทางและปัจจัยต่างๆแล้วให้คะแนนในการประเมินในแต่ละปัจจัย แล้วจึงสรุปเป็นค่าระดับคะแนนที่นำไปสู่การบ่งชี้ถึงความเสี่ยงหรืออันตรายในการปฏิบัติงานได้

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีการสัมภาษณ์ (Interview method)



        การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์ เป็นวิธีที่ผู้เก็บข้อมูลต้องมีการสนทนากับผู้ให้ข้อมูลหรือ กลุ่มเป้าหมายซึ่งอาจจะเป็นการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า (Face to Face) หรือการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็ได้ ในการสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีการเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์ เช่น การออกแบบแบบบันทึกข้อมูลในการสัมภาษณ์ การนัดหมายผู้ถูกสัมภาษณ์ เป็นต้น เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องชี้แจงวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ การนำผลการสัมภาษณ์ไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าใจและมีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ นอกจากนั้นผู้สัมภาษณ์จะต้องมีการชี้แจงสิทธิของผู้ถูกสัมภาษณ์ในการให้ข้อมูลดังกล่าวด้วย
        การใช้แบบสัมภาษณ์สำหรับเก็บข้อมูลด้านการยศาสตร์อาจจะมีลักษณะเหมือนกับการใช้แบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบตอบเองแต่การสัมภาษณ์เป็นการที่สร้างความมั่นใจในข้อมูลมากยิ่งขึ้นเพราะสามารถลดปัญหาของการเข้าใจคำถามผิดพลาด หรือความสับสนในข้อคำถามได้ แบบสัมภาษณ์โดยทั่วไปใช้ในการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเบื้องต้น หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้ในด้านสุขภาพ มักจะประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วนดังนี้
        (1) ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานข้อมูลในการใช้ชีวิต ตัวอย่างเช่น
        - ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง สถานะภาพการสมรส
        - ข้อมูลในการปฏิบัติงาน เช่น ลักษณะงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่งงาน หน่วยงาน ช่วงเวลาในการทำงาน (กะ)
        - ข้อมูลในการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การพักผ่อน งานอดิเรก เป็นต้น
        ข้อมูลทั่วไปอาจจะมีประเด็นที่แตกต่างไปจากที่กล่าวข้างต้นทั้งนี้ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นๆ
        (2) ข้อมูลภาวะความไม่สบายที่เกิดขึ้น ได้แก่ ข้อมูลความผิดปกติของร่างกาย ข้อมูลสภาพความเครียดในการปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่น
        - ข้อมูลความผิดปกติของร่างกาย โดยทั่วไปในการประเมินความผิดปกติของร่างกายจะเป็นการสอบถามถึงประวัติอาการปวดหรือบาดเจ็บกล้ามเนื้อในช่วง 7 วัน และในช่วง 6 เดือน ล่าสุด โดยตำแหน่งของร่างกายที่เกิดอาการปวดเมื่อย หรือมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากการทำงาน มักจะนิยมประยุกต์มาจากแบบสอบถามมาตรฐานที่มีชื่อว่า The Standardized Nordic Questionnaires for the Analysis of Musculoskeletal Symptoms (Raanaas & Anderson, 2008)
        - ข้อมูลความเครียดในการปฏิบัติงานเป็นการประเมินสภาวะทางจิตของผู้ปฏิบัติงาน โดยทั่วไปจะใช้แบบประเมินความเครียดที่มีการออกแบบเป็นมาตรฐานไว้อยู่แล้ว เช่น แบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต เป็นต้น

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีการรายงานด้วยตัวผู้ให้ข้อมูลเอง (Self-report method)



        การเก็บข้อมูลโดยวิธีการรายงานด้วยตัวผู้ให้ข้อมูลเองโดยทั่วไปเป็นการให้ผู้ปฏิบัติตอบแบบสอบถามด้วยตัวเอง ซึ่งแบบสอบถามควรต้องมีการออกแบบอย่างเหมาะสม โดยต้องให้ผู้ตอบเข้าใจวัตถุประสงค์ในการสอบถามและเข้าใจข้อคำถามที่มีในแบบสอบถามเหล่นนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องมากที่สุด แบบสอบถามดังกล่าวควรมีการวิเคราะห์ความถูกต้องของเนื้อหาและความเชื่อถือได้ของแบบสอบถามก่อนที่จะนำไปเก็บข้อมูล ในกรณีที่สามารถทำได้ควรมีการชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของข้อคำถามต่อผู้ตอบแบบสอบถามด้วยวาจาเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ตอบมีความเข้าใจในข้อคำถามอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ก็ควรต้องมีคำอธิบายวัตถุประสงค์และรายละเอียดต่างๆอย่างครบถ้วน วิธีการรายงานด้วยตัวผู้ให้ข้อมูลเอง โดยทั่วไปมักจะใช้กับข้อมูลที่ไม่มีความซับซ้อน และต้องการข้อมูลจำนวนมากเพื่อการวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นมักเป็นข้อมูลพื้นฐานการเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ถือว่ามีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ
        การสร้างแบบสอบถามที่ดี ผู้ออกแบบสอบถามต้องทราบว่าต้องการข้อมูลอะไร เพื่อจะนำมาใช้ประโยชน์อะไร โดยทั่วไปมักจะต้องสรุปกรอบแนวคิดของการศึกษา หรือการวิจัยนั้นก่อนว่ามีตัวแปรหรือปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องการศึกษา เพื่อให้สามารถออกแบบสอบถามให้ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการศึกษาได้ครบถ้วนในการเขียนข้อคำถามในแบบสอบถาม ควรเขียนด้วยข้อความที่เข้าใจได้ง่าย ใช้ประโยคที่สั้น และมีความชัดเจน หลีกเลี่ยงคำถามนำ หรือคำถามที่ซับซ้อนเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนได้ จำนวนข้อคำถามก็ไม่ควรมากเกินไปเพราะทำให้ผู้ตอบเกิดความเบื่อหน่ายได้ แต่ข้อคำถามก็ไม่ควรให้น้อยเกินไปจนไม่สามารถนำมาใช้สรุปผลการศึกษาได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้เหมาะสม นอกจากนั้นยังควรพิจารณาถึงการจัดพิมพ์แบบสอบถามด้วย เช่น ขนาดตัวอักษรที่ใช้รูปแบบตาราง ขนาดของช่องหรือที่ว่างสำหรับการกรอกข้อมูล เป็นต้น แบบสอบถามที่ดีควรมีการอธิบายวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ตอบเข้าใจ และยินดีที่จะให้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินด้านการยศาสตร์


        วิธีการประเมินด้านการยศาสตร์จะรวมถึงการเก็บข้อมูลปัจจัยต่างๆเกี่ยวข้องกับการยศาสตร์ เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงการปฏิบัติงาน วิธีที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินมีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งผู้ประเมินจะต้องเลือกวิธีที่มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆได้แก่ การให้ความร่วมมือของผู้ปฏิบัติงาน ความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน ลักษณะงานความรวดเร็ว และความสะดวกในการเก็บข้อมูลระดับความแม่นยำของข้อมูล และรวมไปถึงการให้ความร่วมมือและการเห็นความสำคัญของสถานประกอบการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินและการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ การประเมินด้านการยศาสตร์มีวิธีการในการเก็บข้อมูลหลายวิธีด้วยกัน